LIVING

When iPhones Go Wireless.

เปิดตัว iPhone ใหม่ 2 รุ่นพร้อมกัน นั่นคือ iPhone X (อ่านว่า “ไอโฟนสิบ”) ที่ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด ไร้ปุ่มโฮม ด้านหน้าเป็นหน้าจอเกือบทั้งหมด มีระบบสแกนหน้า Face ID เพื่อปลดล็อกตัวเครื่อง และยืนยันตัวตน ทดแทนระบบการสแกนลายนิ้วมือ มาพร้อมกับกล้องหลังแบบคู่ ที่มีระบบกันสั่นทั้งสองตัว และมีโหมดการถ่ายภาพแบบใหม่ กับอีกหนึ่งรุ่น คือ iPhone 8 / iPhone 8 Plus ที่ยังใช้ดีไซน์เดิมจาก iPhone 7 / iPhone 7 Plus แต่ปรับปรุงทั้งเรื่องของหน้าจอและกล้องให้ดีขึ้น และชิปประมวลผลที่เร็วขึ้น ตามกลไกตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลง และออกไอโฟนรุ่นใหม่มาทุกปี แต่ปีนี้ สิ่งที่พิเศษสุดและเพิ่มเติมมาเป็นครั้งแรกในไอโฟน นั่นก็คือ ความสามารถในการชาร์จไฟแบบไร้สาย หรือ Wireless Charging นั่นเอง

 

ทั้ง iPhone X และ iPhone 8 มีการเปลี่ยนฝาหลังของตัวเครื่องไปเป็นกระจก เพื่อที่มันจะรองรับการชาร์จไฟแบบไร้สาย ซึ่งจะกลายเป็นอนาคตของทุกอุปกรณ์พกพา และการที่ไอโฟนขยับมารองรับมาตรฐานการชาร์จแบบไร้สายนี้ จะเป็นการกระตุ้นตลาดของแท่นชาร์จไร้สายครั้งใหญ่ของโลก ซึ่งทางแอปเปิลเลือกใช้มาตรฐาน Qi ที่เป็นมาตรฐานสากลของการชาร์จไฟแบบไร้สาย และมีแท่นชาร์จที่รองรับมาตรฐานนี้อยู่แล้วมากมายในตลาด โดยคาดว่าเราน่าจะได้เห็นเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะทำงาน ที่มีการฝังแท่นชาร์จแบบไร้สายติดมาให้มากขึ้นในอนาคต เพิ่มความสะดวกในการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ลดภาระการเสียบสายและถอดสายบ่อยๆ จนอาจพัฒนาไปถึงยุคที่เราไม่ต้องพกสายชาร์จมือถือกันอีกต่อไป

 

นอกจากนี้ แอปเปิลยังเปิดตัวนาฬิกา Apple Watch Series 3 ที่รองรับระบบการชาร์จแบบไร้สายด้วยมาตรฐาน Qi เช่นกัน พร้อมกับการพรีวิวแท่นชาร์จไร้สาย AirPower ที่มีขนาดใหญ่ สามารถวางอุปกรณ์ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สายได้หลายอุปกรณ์พร้อมๆ กัน ด้วยการวางลงไปบนแท่นนี้เท่านั้น เช่น วาง iPhone X, Apple Watch และหูฟัง AirPods ลงไป ตัวแท่นก็จะทำการชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์ทั้ง 3 ตัวได้เลยพร้อมกัน พร้อมที่จะวางจำหน่ายแท่นนี้ในปีหน้า

 

เห็นแบบนี้แล้ว เริ่มเห็นอนาคตของสายชาร์จโทรศัพท์แล้วนะครับ ว่ามันคงจะไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป